ทำไมต้องเป็นเพาะเนื้อเยื่อ | Tissue culture date palms

มีผู้สนใจที่จะปลุกอินทผลัมจำนวนมาสงสัย ความแตกต่าง และความคุ้มค่าของการปลูกอินทผลัม แบบเพาะเมล็ด กับ อินทผลัมแบบเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ ขอตอบแบบให้เข้าใจโดยง่ายประมาณนี้นะครับ

ข้อดีของการปลูกอินทผลัมเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ


1. สามารถเลือกเพศได้ว่าต้องการต้นตัวผู้ หรือตัวเมีย โดยที่สัดส่วนต้นตัวผู้ 1 ต้นในกรณีที่เป็นแบบเพาะเนื้อเยื่อ สามารถใช้ผสมตัวเมียได้ถึง 30-50 ต้นหากมีเทคโลยีการฉีดพ่นที่มีประสิทธิ์ภาพ แต่ถ้าเอาแบบที่สบายใจ ไม่สุ่มเสี่ยงรองรับปัญหาในอนาคต ก็แนะนำที่ สัดส่วนตัวผู้ต่อตัวเมียเป็น  1: 10-15 ต้น   และยังมีบางคนเข้าใจผิด นึกว่าอินทผลัมเพาะเนื้อเยื่อมีแต่ต้นตัวเมีย จำเป็นต้องอาศัยต้นตัวผู้จากการเพาะเมล็ด


2. อินทผลัมเป็นพืชแบบ Heterozygous ซึ่งแปลเป็นไทยง่ายๆว่าเป็นพืชพันธุ์ทาง เพราะในยีนของอินทผลัมจะมียีนเด่นคู่กับยีนด้อยเสมอ ดังนั้นหากขยายพันธุ์ด้วยเมล็ดจะเกิดการกลายพันธุ์ทั้งหมด โดยที่ผลจากต้นเพาะเมล็ดจะมีคุณภาพที่พอยอมรับได้เพียง 10% เท่านั้น และไม่มีอินทผลัมที่เกิดจากการเพาะเมล็ดสองต้นใดๆที่เหมือนกัน และเราไม่สามารถเรียกอินทผลัมที่เกิดตากการเพาะเมล็ดตามต้นพ่อพันธุ์หรือแม่พันธุ์ได้ โดยเราสามารถตั้งชื่อสานพันธุ์ขึ้นมาได้เอง (ข้อมูลจาก 
www.fao.org)


3. อินทผลัมเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อมีคุณภาพเหมือนกันทุกต้น เนื่องจากเป็นการโคลนนิ่งมาจากแม่พันธุ์คุณภาพดีเลิศ ให้ผลผลิตดี เร็ว และคุณภาพสูง จึงแข็งแรงและเติบโตเร็วกว่าอินทผลัมเพาะเมล็ดมากอย่างเห็นได้ชัด และสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศของประเทศไทยได้เป็นอย่างดี  สามรคทำการตลาดได้ง่ายเนื่องจากผลผลิตมีคุณภาพดีเยี่ยมทั้งหมดทั้งสวน  ต่างจากสวนเพาะเมล็ดที่คุณภาพและรสชาดไม่เหมือนกันเลยสักต้น (เพราะ
อินทผลัมเป็นพืชแบบ Heterozygous)


4. ต้นทุนในการปลูกเมื่อคิดในภาพรวมทั้งหมดแล้วจะถูกกว่าการปลูกด้วยเมล็ดมาก เพราะการปลูกด้วยเมล็ดมีโอกาสได้ต้นตัวเมียไม่เกิน 50% ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรดน้ำใส่ปุ๋ยถอนหญ้า และอื่นๆให้กับต้นตัวผู้ไปโดยเปล่าประโยชน์ รวมทั้งกว่าจะทราบเพศจะต้องปลูกและเสียค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาไปจนกว่าอินทผลัมจะออกดอก หากโชคดีก็อาจจะแค่ 3-5 ปี แต่บางครั้ง (มากกว่าครึ่ง) ที่จะต้องเสียเวลารอนานถึง7 ปีหรือ 10 ปีจึงจะออกดอก ซึ่งสิ้นเปลืองค่าใช้จ่ายมากกว่าค่าต้นพันธุ์อินทผลัมเพาะเนื้อเยื่อมาก
ยกตัวอย่างหากคุณปลูกแบบเพาะเมล็ด จำนวน 400 ต้น จะได้ต้นตัวผู้ขั้นต่ำ 200 ต้น และได้ต้นตัวเมียไม่เกิน 200 ต้น และต้นตัวเมีย 200 ต้น นั้นก็จะมีทั้งกลายพันธ์แบบที่คุณภาพและรสชาดดี 100 ต้นและกลายพันธ์แบบที่คุณภาพและรสชาดไม่ดี 100 ต้น (ต้นเพาะเมล็ดยังไงก็จะไม่เหมือนต้น พ่อ-แม่ เพราะอินทผลัมเป็นพืชแบบ Heterozygous และคิดตามสัดส่วน ง่ายๆ คือ 50:50 ซึ่งในความเป็นจริงแล้วจะได้สัดส่วนต้นที่ดีน้อยกว่านั้น) เพราะฉะนั้น คุณจะได้ต้นอินทผลัมตัวเมียที่เหมือนว่าน่าจะดี 100 ต้น และต้นที่ไม่ต้องการ 300 ต้น ใช้เวลาดูแลบำรุงรักษาแต่ละสายพันธ์เฉลี่ยประมาณ 4 ปี กว่าจะรู้ว่าต้นไหนเป็นต้นที่ให้ผลผลิตดี มีรสชาดที่ตลาดต้องการ จะมีต้นทุนเฉลี่ยสำหรับการปลูกแบบเพาะเม็ดต่อต้น เท่ากับ (400 ต้น x ราคาต้นละ 100 บาท) + (400 ต้น x 4 ปี x 365 วัน x 2บาท (ค่ารดน้ำ ใส่ปุ๋ย ฉีดยา ค่าแรงงาน ค่าเสียเวลา ค่าเสียโอกาส คิดให้ต่ำสุดเลย วันละ 2 บาท) / หารด้วย 100 ต้นที่น่าจะได้ = 12,080 บาท ครับ แต่ถ้าเป็นต้นเพาะเนื้อเยื่อ ต้นทุนเฉลี่ยต่อต้น เท่ากับ ราคาต้น 1400 บาท+ ค่าดูรักษา 4 ปี x 365 วัน x 2 บาท = 4320 บาท


5. ความคุมทุนของการปลูกแบบเพาะเนื้อเยื่อจะเกิดขึ้นตั้งแต่ที่ต้นนื้อเยื่ออินทผลัมนัันออกหน่อมาหน่อแรกเมือปลูกไป  2-3 ปีแรกแล้ว (ช่วงชีวิตของอินทผลัม 1 ต้นจะออกหน่อประมาณ 10 -20 หน่อ) ซึ่งหน่อของต้นอินทผลัมเพาะเนื้อเยื่อนัันมีมูลค่าเฉลี่ยถึงหน่อละ 3000 บาท ซึ่งมากว่าราคาของต้นกล้าเพาะเนื้อเยื่อถึง 2 เท่า เนื่องจากหน่อของต้นเนื้อเยื่อก็จะมีคุณภาพและรสชาดเหมือนต้นแม่ของต้นเนื้อเยื่อเกือบ 100 1% แต่หน่อนั้นจะแข็งแรงมากกว่า ใหญ่กว่า อายุมากกว่า โตไวกว่า และมีปริมาณออกสู่ตลาดน้อย แต่ตลาดมีความต้องการมาก  ส่วนเรื่องผลผลิตนั้น เนื่องจากอินทผลัมเป็นพืชที่ทนต่อความแห้งแล้ง เหมาะกับหลายพื้นที่ในประเทศไทย ปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าอินทผลัมจากต่างประเทศเข้ามาจำหน่ายแต่มีราคาค่อนข้างสูงมาก   และส่วนมาก มีแต่อินทผลัมแบบแห้ง ส่วนอินทผลัมสดมีน้อยมาก   ในขณะที่ผู้ผลิตในประเทศมีเพียงไม่กี่รายเท่านั้นที่ผลิตส่งตลาด    ดังนั้นอินทผลัมจึงมีโอกาสเติบโตในตลาดบ้านเราได้สูงอย่างแน่นอน  โดยทั่วไปอินทผลัมจะใช้ระยะเวลาประมาณ 2-4 ปีก็จะผลิดอกออกผล ซี่งอัตราการให้ผลผลิตจะอยู่ที่ประมาณ 150 - 250 กิโลกรัม/ต้น/ปี พื้นที่ 1 ไร่ปลูกได้ 25 ต้น (ระยะห่างของการปลูกที่แนะนำคิอ ไม่ต่ำกว่า 8 x 8 เมตร) ราคาอยู่ที่ประมาณ 400 บาท/kg ถ้าปลูก 1 ไร่ ก็จะมีรายได้ 200kg x 25ต้น x 400บาท x 1ไร่ = 2 ล้านบาท/10ไร่/ปี ถ้าเวลาผ่านไปราคาตกลงไปที่ 100 บาท/kg ปลูก 10 ไร่ ก็จะมีรายได้ 5 แสนบาท/1ไร่/ปี หรือถ้าหากว่าเวลาผ่านไปเนิ่นนานราคาตกต่ำไปอยู่ที่ 40 บาท/kg เหมือนผลไม้ทั่วไป ชาวสวนอินทผลัมก็ยังมีรายได้ 2 แสนบาท /ไร่/ปี ซึ่งก็ยังถือว่าเป็นรายได้ที่ดีมากเมือเทียบกับพืชตัวอื่นๆ  


5. จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น การปลูกอินทผลัมด้วยเมล็ดจะเสียเวลา เสียค่าใช้จ่าย เสียพื้นที่ในการปลูก รวมทั้งเสียโอกาส ทั้งนี้ชาวสวนในตะวันออกกลางที่ปลูกมาก่อนหน้าประเทศไทยมาเป็นร้อยปีจึงไม่มีการปลูกอินทผลัมเพื่อการค้าจากการเพาะเมล็ดครับ

    • baehee ข้อมูล.jpg
      สายพันธุ์บาฮี(barhee/barhi)เป็นพันธุ์ทานผลสดโดยเฉพาะมีแหล่งกำเนิดในประเทศอีรัก ปัจจุบันมีการปลูกกันแพร่หลายในหลายประเทศ กล่าวกันว่าพันธุ์ Barhi เป็น"แอบเปิ้ลแห่งตะวันออกกลาง" ในห้า...
      ฿1,300
    • 1391874_452419451542211_693694046_n.jpg
      อินทผลัมพันธุ์Medjool อินทผลัมพันธุ์ เมดจูลห์ มีแหล่งกำเนิดอยู่ที่ประเทศ โมร็อกโก ปัจจุบันมีผู้นำ...
      ฿1,800
    • 2013-10-20_12-39-26_1382247566466782.jpg
      อินทผลัมพันธุ์ อัจวะห์ มีแหล่งกำเนิดจากประเทศซาอุดิอาระเบีย ปลูกมากในแถบมาดินะ (Madina Monawara) ซึ...
      ฿1,300
Visitors: 40,526